บล็อก, เขียนบล็อก, สร้างบล็อก, เว็บบล็อก, บล็อก, ไดอารี่, เขียนไดอารี่, เขียน blog, blog, weblog, blogger, space, diary เซียนตรรกะ อัจฉริยะสมองซีกซ้าย , ไม่ได้อัพบล็อกมานานมาก มัวแต่ยุ่งเรื่องส่วนตัว+ธุรกิจ (จริงๆ แล้วขี้เกียจ 555+) มาเข้าเรื่องเลยดีกว่า... วันก่อนเปลี่ยนช่องผ่านมา เจอรายการ "เที่ยงวันทันเหตุการณ์" ทางช่อง 3 เห็นแว้บหนึ่ง คนคุ้นหน้า "ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์" ท่านเคยเป็น CEO ของ บมจ. จัสมินฯ เจ้านายเก่าของผมเอง อยู่ในรายการด้วย ก็เลยนั่งดูว่าท่านถูกเชิญมาพูดเรื่องอะไร? อาจารย์บัณฑิต ปัจจุบันท่านเป็นผู้อำนวยการสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) มาพูดเกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ "เซียนตรรกะ อัจฉริยะสมองซีกซ้าย" ซึ่งหนังสือเล่มนี้จะช่วยเพิ่มพลังการคิดอย่างมีตรรกะ หรือการคิดอย่างมีเหตุ มีผล มีระบบ และให้เราคาดการณ์ความน่าจะเป็นของแต่ละเหตุการณ์ได้ดียิ่งขึ้นในรายการท่านยกตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องเหรียญจริง-เหรียญปลอม ซึ่งเป็น 1 ใน 85 โจทย์ของหนังสือเล่มนี้ ปริศนาบอกว่าอย่างงี้...เมื่อดูด้วยตาเปล่า จะเห็นว่ามีเหรียญทอง 8 เหรียญที่เหมือนกันหมด แต่แท้จริงแล้วมี 1 เหรียญที่เป็นเหรียญทองปลอม ซึ่งจะมีน้ำหนักน้อยกว่าเหรียญทองจริงอยู่เล็กน้อย ถ้ามีเครื่องชั่ง 2 แขนอยู่ 1 เครื่อง และให้ใช้เครื่องชั่งหาเหรียญทองปลอมดังกล่าว ถามว่าต้องชั่งอย่างน้อยที่สุดกี่ครั้ง ถึงจะรู้ว่าเหรียญไหนเป็นเหรียญปลอมผมเชื่อว่าวิธีที่คนส่วนใหญ่จะทำก็คือ ชั่งทีละเหรียญ แล้วหาว่าเหรียญไหนมีน้ำหนักที่แตกต่าง เหรียญที่มีน้ำหนักแตกต่างก็ คือ เหรียญปลอม  โอกาส (probability) ที่จะโชคดี ชั่งแล้วพบว่าเหรียญปลอม คือ 2 ครั้ง โชคร้ายคือต้องชั่ง 7 ครั้งถึงรู้ แต่โดยเฉลี่ยแล้วก็จะเจอใน 4 ครั้งอีกวิธีหนึ่งคือ แบ่งเหรียญออกเป็น 2 กลุ่มเท่าๆ กัน แล้วชั่ง ถ้ากลุ่มไหนมีน้ำหนักน้องกว่าก็เอามาแบ่งชั่งอีก ทำอย่างงี้ไปเรื่อยๆ ก็จะได้คำตอบ วิธีนี้จะใช้จำนวนการชั่งทั้งหมด 3 ครั้งถึงจะได้คำตอบตามหนังสือเล่มนี้ คำตอบคือ ให้แบ่งเหรียญออกเป็น 3 กลุ่ม จำนวนกลุ่มละ 3-3-2 เหรียญ วิธีนี้จะหาเหรียญปลอมเจอ ด้วยการชั่งเพียง 2 ครั้ง ...ลองไปใช้สมองซีกซ้ายคิดดู ^^ผมลองค้นหาตามเว็บเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ มีตัวอย่างข้อหนึ่งที่ผมชอบ ปริศนาพูดว่าพี่ชายกับน้องชายชื่อ "ลู" กับ "ลี" อยากรู้ว่าใครเป็นพี่ใครเป็นน้อง เลยลองถามดู ปรากฎว่า"ลี" บอกว่า "ผมเป็นพี่" "ลู" บอกว่า "ผมเป็นน้อง"แต่ว่าอย่างน้อยมีคนใดคนหนึ่งพูดปด และสองคนนี้ก็ไม่ใช่ฝาแฝดกันถามว่าใครเป็นพี่กันแน่ ???ตอบกันได้ไหม....คำตอบคือ "ลู" เป็นพี่ เพราะอย่างที่บอกว่าอย่างน้อยคนใดคนหนึ่งพูดโกหก แสดงว่าอาจจะโกหกทั้งสองคนเลยก็ได้ แต่ถ้าลองคิดว่ามีคนเดียวโกหก คำตอบของพี่น้องสองคนต้องเหมือนกัน (เราก็จะไม่สามารถรู้ได้ว่าใครเป็นพี่ ใครเป็นน้อง)แค่ลองคิดเล่นๆ กับเพื่อนๆ ดู เพื่อหาคำตอบ (ที่เกี่ยวข้องกับการใช้หลักเหตุและผล) เราก็จะได้ฝึกฝนสมองซีกซ้ายของเราแล้วล่ะ ว่างๆ ลองไปหาอ่านกันดูน้า เดี๋ยวผมก็จะไปหามาอ่านซะหน่อย....เอาล่ะมาจบเรื่องนี้ด้วย ยาบำรุงสมอง "เปปทีน" (Peptein)คนติด TrueVision แล้วดูช่อง Asian Series คงเคยได้ดูโฆษณา "เปปทีน - เปปไทด์จากถั่วเหลือง" สารสกัดจากถั่วเหลืองที่ช่วยคนดื่มบำรุงประสาท แล้วอ้างการวิจัย จากด๊อกเตอร์ท่านหนึ่งจากญี่ปุ่น ว่าดื่มแล้วจะช่วยเซลประสาทสมองได้ดีขึ้นที่จะบอก ไม่ได้ประสงค์จะโต้แย้ง หรือบอกว่าจริงหรือไม่จริงหรอก แต่ได้ลองไปซื้อมาดื่มดูแล้ว รสชาติเหมือน "ลิโพ" เลย ^^ปล. ดร.บัณฑิต โรจน์อารยานนท์ เป็นผู้เรียบเรียงหนังสือ "เซียนตรรกะ อัจฉริยะสมองซีกซ้าย" ควมเสื่อมโทรมของบางแสนวันนี้ , หลังจากเชงเม้งที่ชลบุรี คนส่วนใหญ่มักแวะไปเที่ยวบางแสนกันต่อ ..แต่ปีนี้สภาพบางแสนที่ผมเห็นมันช่างเสื่อมโทรมเหลือเกิน ทำให้นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับบางแสนในอดีต เมื่อประมาณกว่า 20 ปีที่แล้ว บางแสนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของคนกรุงเทพ และนักท่องเที่ยว (สมัยนั้นพัทยายังไม่เป็นที่นิยมกัน เพราะอยู่ไกลกว่ามาก) จนมาช่วงหนึ่ง (ประมาณ 10 ปีได้) บางแสนที่สวยงามเริ่มเปลี่ยนไป (เหมือนวันนี้) อากาศเต็มไปมลพิษจากควันรถ  ชายหาดเต็มไปด้วยขยะ จากความมักง่ายของผุ้มาเยือนและร้านค้าบริเวณนั้น ที่ต่างทิ้งขยะลงทะเลกัน จนในที่สุดไม่มีใครไปเที่ยวบางแสนกันอีกต่อไป แต่ด้วยความร่วมมือของชาวอำเภอแสนสุข ที่ช่วยกันพื้นคืนสภาพของบางแสนขึ้นมา ทำให้ผู้คน และนักท่องเที่ยวก็กลับมาเที่ยวกันที่นี่อีก ซึ่งก็หมายถึงสภาพเศรษฐกิจที่ดีขึ้นของชาวบ้านอำเภอแสนสุขแต่วันนี้สภาพเริ่มไม่แตกต่างจากช่วงที่เสื่อมโทรมสุดของบางแสนเลย มันช่างน่าเศร้าเหลือเกิน T T..ใครไปเที่ยวบางแสนก็ช่วยกันรักษาความสะอาด อย่าทิ้งขยะลงทะเลกันเลยนะ การศึกษาบ้านเรา กับความเครียดของน้องๆ.. , เมื่อเช้าดูข่าวเรื่องการจับฉลากของเด็กนักเรียน เพื่อเข้าเรียนต่อในโรงเรียนชื่อดังๆ ของรัฐ ดูแล้วก็รู้สึกสลดใจกับการศึกษาบ้านเรา เพราะเห็นน้องๆ หลายคนร้องไห้เพราะจับฉลากเข้าเรียนไม่ได้ คนที่จับได้ กองเชียร์ก็ส่งเสียงเฮลั่น ปรบมือกันสนั่นหวั่นไหวน้องๆ ที่ไปจับฉลากเรียนต่อ ตามข่าวเป็นน้องๆ ที่จบ ป.6 เข้าเรียนต่อ ม.1 และ โอกาสที่น้องๆ จะจับฉลากได้เข้าเรียนต่อในโรงเรียนรัฐ [ชื่อก็ไม่ดังมาก] สูงถึง 20:1 ตามภาพข่าวน้องๆ เดินเข้าแถวขึ้นเวทีมาทีละคน ทุกคนได้สิทธิ์ในการล้วงเข้าไปในกล่อง ..กล่องที่จะตัดสินอนาคตของพวกเขา ตามความเชื่อของพ่อ-แม่ หรือผู้ใหญ่หลายคน ถ้าพวกเขาเข้าเรียนต่อในโรงเรียนเหล่านี้ได้ อนาคตพวกเขาน่าจะสดใส มีการงานที่ดีทำ [หรือเปล่า?]น้องๆ ส่วนใหญ่ล้วงเข้าไปในกล่อง ก็จะได้แต่บัตรสีแดง ต่างหน้าเศร้า คอตก ชูบัตรให้ทุกคนที่นั่งอยู่ในห้องประชุมเห็น แฟลชจากนักข่าวที่ไปทำข่าวก็แฟลชกันหลายครั้งผมมานั่งคิดดูว่า ถ้าผมต้องอยู่ในสถานการณ์นั้น ผมคงรู้สึกกดดันและเครียดมาก มันอะไรกันนักกันหนา กับเด็กอยาก 12-13 ปี (หรืออาจยิ่งแย่ไปกว่านั้น สำหรับน้องๆ ที่เข้าเรียน ป.1 อายุเพียง 6-7 ขวบ) ข่าวได้นำเสนอบรรยากาศภายนอก น้องๆ ที่จับฉลากไม่ได้เข้าเรียนต่อ ต่างร้องไห้ ผู้ปกครองหลายคน หน้าตาคร่ำเครียด เพราะลูกตัวเองจับฉลากเข้าเรียนต่อไม่ได้ลองนึกถึงหัวอกเด็กๆ เหล่านั้น ที่เห็นพ่อ-แม่ตัวเอง สีหน้าเปลี่ยนไป คร่ำเครียด เพราะน้องๆ จับฉลากเข้าเรียนต่อไม่ได้ พวกเขาจะรู้สึกอย่างไร? น้องๆ ตัวนิดเดียวต้องมาแบกรับความเครียด อายุก็เพิ่งจะ 12-13 ขวบเท่านั้นเอง ต้องมาแบกรับความกดดัน น้องที่จับฉลากเข้าเรียนต่อไม่ได้ ก็คงนั่นร้องไห้ไป 2-3 วัน ..เฮ้อผมคงไม่มีคำตอบให้กับเรื่องนี้หรอกนะครับ แต่ผมอยากบอกว่า "พี่ขอเป็นกำลังใจให้กับน้องๆ ทุกคน และขอให้ทุกคนเป็นคนดีของสังคม" มนุษย์เงินเดือน..จะอยู่ หรือ ไปดี? , เคยเป็นมนุษย์เงินเดือนมา 10 กว่าปี ..จากลูกน้องเป็นหัวน่า เอ้ยหัวหน้า จากหัวหน้าเป็นเจ้านาย จากเจ้านายเป็นลูกจ๊อก (เพราะต้องทำทุกเรื่อง) ผมจะพอรู้ว่าสิ้นปีทีไร เราก็จะคิดเรื่อง "จะอยู่" หรือ "จะไป" ดี?เศรษฐกิจตอนนี้ก็ย่ำแย่ การเปลี่ยนงานนั้นก็ใช่ง่าย แต่การอยู่ที่เดิมก็ฝืนความรู้สึกเหลือเกิน เพราะ...ถูกละเลย แบบไม่ยุติธรรมบ่อยๆ - หัวหน้ามักเมินไอเดียคุณ ไปเห็นด้วยกับพวกที่ชอบเลียทำงานหนัก เลิกดึก - งานเยอะเหลือเกิน เสร็จนี่มีนั่นต่อ ไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง แถมเงินก็น้อย OT ไม่ต้องพูดถึง ไม่เคยได้อยู่แล้ว แถมโบนัสที่หวังไว้สิ้นปีก็ยังลูกผีลูกคนเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ - เช่น รู้ว่าได้เงินเดือนน้อยกว่าเพื่อนร่วมงาน ที่ทำงานไม่ได้เรื่อง แต่เลียเก่ง  หรือพวกเขางานใหม่ เงินเดือนสูงกว่า ไม่เคยนึกถึงคนเก่า อะไรประมาณนี้ถ้าคุณตกอยู่ในสภาพนี้ งั้นเมื่อไหร่ที่คุณควรจะทนอยู่?ออฟฟิตน่าอยู่ - ถ้าคุณได้งานในที่ที่ทำให้รู้สึกดีเวลาที่ได้นั่งทำงาน ปัจจัยเรื่องอื่นอย่างนายเรื่องมากก็อาจกลายเป็นเรื่องรองมีหนทางก้าวหน้า - แม้ว่าเงินเดือนอาจไม่มากขึ้นตามที่ควรจะได้ในตำแหน่งนั้น แต่คุณก็ได้ตำแหน่ง อย่างนี้สิ่งนี้ก็อาจทำให้คุณดูเหนือกว่าคนอื่น ..ได้กล่องแต่ไม่ได้เงิน หุหุสวัสดิการดี - ค่ารักษาพยาบาลที่น่าพอใจหรือสมาชิกฟิตเนสฟรี อาจไม่โดนใจอะไรมากมาย แต่พอนำไปรวมกับเงินเดือนแล้วก็เยอะอยู่งานสนุก - ถ้าไม่สามารถหางานที่ท้าทายอย่างเดิมได้ ก็อยู่ๆ ไปเหอะ  หลายคนเห็นคุณค่าของานที่เติมเต็มความหมายของชีวิตเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น - ข้อนี้สำคัญ โดยเฉพาะคนที่มีครอบครัว หรือเรียนต่อ (ภาคค่ำ) มีนายจ้างจำนวนไม่มากหรอกที่ยอมยืดหยุ่นเรื่องเวลางาน ฉะนั้นถ้าเจอนายจ้างอย่างนั้นเมื่อไหร่ คุณต้องจับเก้าอี้ไว้ให้แน่น จนกว่าจะจนมุมกับงานที่ไม่เอาไหน หรือสวัสดิการที่ห่วยแตกทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมาแล้ว คุณยังตัดสินใจที่ "จะไป" ก็ขอให้คิดด้วยว่า ที่ใหม่อาจจะไม่ใช่ หรือแตกต่างจากที่คุณคิด.. แต่ก็ไม่ได้จะให้หยุดคิดน่ะ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เราหยุดคิด เราก็ไม่มีโอกาส... ขอให้ทุกคนโชคดี วันแรกกับบล็อก MyFri3nd , มาลองหัดใช้ดู จะได้รู้ว่าน้องๆ เค้าสนใจอะไร? ทำอะไรกันบ้าง? จะได้ไม่ตกยุค ..มีอะไรก็แนะนำ "ลุง" บ้างน่ะ หุหุในบล็อกนี้ เวลาอ่านอะไรมาดีๆ ก็จะเอามาเขียนเล่าให้ฟัง บางครั้งก็ขอ copy มาตรงๆ เลย แต่ก็จะให้เครดิตแหล่งที่เอามา

myFri3nd

สมัครสมาชิก

โปรไฟล์

เพื่อนอัพเดท

เพื่อนพันธุ์แท้

เพื่อนชื่นชอบ

เพื่อนเยอะ

อัลบั้มรูป

บล็อก

คลับ

โรงเรียน-มหาวิทยาลัย

บริษัท-เพื่อนร่วมก๊วน

บ้านและครอบครัว

แฟนคลับ

งานอดิเรก

กีฬา

เว็บบอร์ด

คุยทั่วไป

ตกแต่ง

ฝากเว็บ

ติดต่อเรา

game เกมส์